"รากฟันเทียม" เป็นรากฟันทำจากโลหะไททาเนียมถูกสร้างขึ้นแทนรากฟันธรรมชาติทีสูญเสียไป รากฟันเทียมจะมีลักษณะคล้ายกับสกรู ในการรักษาแพทย์จะใส่รากฟันเทียมเข้ากับกระดูกขากรรไกรเพื่อใช้เป็นหลัก สำหรับยึดฟันปลอมทั้งชนิดที่ถอดได้และชนิดที่ติดแน่น โดยหลังจากการรักษาแล้วผู้ป่วยจะบดเคี้ยวอาหารได้เหมือนปกติ

ข้อดีของการรักษาด้วยการใส่รากฟันเทียม

1.สามารถทดแทนฟันซี่เดี่ยว หรือหลายซี่โดยไม่มีผลกระทบกับฟันซี่ข้างเคียง โดยทำหน้าที่เป็นหลักให้ฟันปลอมยึดติดโดยตรง จึงทำให้ฟันปลอมมีความมั่นคง

2.สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพฟันโดยรวมได้

3.สร้างความมั่นใจในการใช้งาน และเสริมบุคลิกภาพ

แม้ว่ารากฟันเทียม นี้ได้ทำการผลิตขึ้นในประเทศไทย แต่ก็มีองค์ประกอบต่างๆ ที่ทำให้รากฟันเทียมมีคุณภาพได้มาตรฐานระดับโลก และปลอดภัยต่อผู้รับการรักษา มีดังนี้

รากฟันเทียมถือเป็น เครื่องมือแพทย์ชนิดหนึ่ง ตามคำจำกัดความของ “พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ 2551” ดังนั้นกระบวนการผลิตจึงได้ทำตามข้อกำหนด “หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องมือแพทย์หรือ Good Manufacturing Practice : GMP ” และกระบวนการจัดการคุณภาพยังได้ปฏิบัติตามมาตรฐาน ISO 13485 : 2003/AC : 2007 และมีมาตรฐานตามกฎหมายเครื่องมือแพทย์ของสหภาพยุโรป (Medical Device Directive: MDD 93/42/EEC)


รากฟันเทียม ชนิดที่ใช้งานได้ทันที ( Immediate Retained)


     จากความร่วมมือวิจัยและพัฒนาระหว่างศูนย์ความเป็นเลิศทางทันตกรรมรากเทียม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับ บริษัท พีดับบลิว พล้ส จำกัด ได้พัฒนาระบบรากฟันเทียมชนิดใหม่ ที่สามารถใช้ยึดฟันปลอมแบบถอดได้ ทั้งชนิดเต็มปากและบางส่วน (Retained Dentutre Tissue Support) ซึ่งมีข้อแตกต่างจากระบบรากฟันเทียมแบบทั่วไปดังนี้

1. ใช้เวลาในการฝังรากเทียมน้อย โดยกระบวนการผ่าตัดเล็ก (Minimally Invasive Surgery) การเจ็บบาดแผลน้อยกว่าปกติ

2. ภาย หลังจากการใส่รากเทียม ผู้รับบริการสามารถใช้ฟันปลอมในการเคี้ยวอาหารได้โดยไม่ต้องรอระยะเวลาการ หาย 2-3 เดือนดังเช่นระบบรากฟันเทียมปกติ

3. ค่าใช้จ่ายในการรักษาถูกกว่า ระบบรากฟันเทียมปกติ